คานาเป้ ของว่างไม่อ้วน

posted on 26 Mar 2012 13:43 by homeguru  in health
ในสัปดาห์ ที่ผู้อ่านส่วนใหญ่มีวันหยุดยาวต่อเนื่องเช่นนี้ หลายท่านคงเพลิดเพลินกับการพักผ่อนและสนุกกับเรื่องการกิน หรือที่เรียกว่า เอนจอย อีตติ้ง จนน้ำหนักอาจพุ่งพรวด พาลต้องมานั่งกลุ้มใจ หาวิธีลดในตอนหลัง

คานาเป้ ของว่างไม่อ้วน

มุมสุขภาพ-กินดี มีคำแนะนำดี ๆ มาย้ำเตือนเรื่องการกินเพื่อสุขภาพอย่าให้อ้วน โดยยึดหลักแคลอรีจากอาหารที่รับประทาน

การจะรู้ค่าจำนวนแคลอรีที่เหมาะสมนั้น ผู้อ่านต้องใช้น้ำหนักตัว(กิโลกรัม) คูณด้วย 25 จึงจะได้ค่าปริมาณแคลอรีที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ตัวอย่างเช่น น้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม นำ 50 x 25 ผลลัพธ์ คือ 1,250 กิโลแคลอรี

แต่มีปัญหาอยู่ว่า ผู้ที่มีน้ำหนักตัวไม่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะอ้วนหรือผอมเกินไปนั้นควรคำนวณอย่างไร? หากเป็นเช่นนั้นต้องหาน้ำหนักตัวที่เหมาะสมเสียก่อน ด้วยสูตรง่าย ๆ คือ ส่วนสูง(เซนติเมตร) ลบ 100 (ผู้ชาย) หรือ 110 (ผู้หญิง) เช่น คุณเอ เป็นผู้หญิง มีน้ำหนักตัว 68 กิโลกรัม สูง 158 เซนติเมตร หาปริมาณแคลอรีด้วยการนำ ส่วนสูง 158 - 110 ผลลัพธ์ คือ 48 กิโลกรัม

จากนั้นนำน้ำหนักตัวที่เหมาะสมไปเข้าสูตรคำนวณแคลอรี คุณก็จะทราบว่า ในแต่ละวันร่างกายมีความสามารถในการเผาผลาญอาหารที่รับประทานเข้าไปเพียงใด เพราะหากรับประทานเกินความจำเป็น พลังงานที่เผาผลาญไม่หมดจะกลายเป็นไขมันสะสมจนอ้วน อีกนัยหนึ่ง คือ การรับประทานอาหารที่คำนวณแคลอรีตามน้ำหนักตัวที่ควรจะเป็นสามารถควบคุม น้ำหนัก ลด หรือเพิ่มได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม กินดี มีสูตรอาหารว่างอย่าง คานาเป้ ที่ผ่านการคำนวณแคลอรีของส่วนผสมแต่ละอย่างจากทีมโภชนาการโรงพยาบาลนครธน นำมาสาธิตในกิจกรรมเสวนา เอจจิ้ง สลิมมิ้ง ค้นพบเคล็ดลับสาว 40+ กินอย่างไร ไม่อ้วน ไม่แก่ ซึ่งจัดโดยส่วนงานรักลูก วูแมน ในเครือรักลูกกรุ๊ป

โดยส่วนผสมของการทำคานาเป้ ที่ต้องเตรียมตามส่วนเพื่อให้ได้ปริมาณแคลอรีตามสูตร ประกอบด้วย...
# แครกเกอร์ 3 ชิ้น ให้พลังงาน 60 แคลอรี
# แครอทต้มสุกหั่นลูกเต๋า 1 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงาน 5 แคลอรี
# มันฝรั่งต้มสุกหั่นลูกเต๋า 1 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงาน 8 แคลอรี
# ปลาทูน่า 1 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงาน 15 แคลอรี
# เนื้อไก่ต้มสุกหั่นชิ้นเล็ก 1 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงาน 15 แคลอรี
# ซาลารี พอประมาณ ไม่คิดพลังงาน
# ผักกาดหอม พอประมาณ ไม่คิดพลังงาน
# น้ำสลัด (สูตรไขมันต่ำ) 1 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงาน 45 แคลอรี

ขั้นตอนในการปรุง เริ่มจากการใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงไปคลุกเคล้าที่ชามผสม จากนั้นตักแบ่งใส่แครกเกอร์ที่เตรียมไว้ สามารถรับประทานเป็นอาหารว่างร่วมกับน้ำสำรองที่มีสรรพคุณช่วยลดไขมันในร่าง กาย โดยน้ำชนิดนี้หากดื่มแบบที่ไม่ปรุงแต่งให้เสียรส จะไม่คิดพลังงาน

เพราะฉะนั้น อาหารว่างมื้อนี้ คุณผู้อ่านจะได้พลังงานจากอาหารซึ่งนำปริมาณแคลอรีของส่วนผสมทั้งหมดมารวม กันได้ 148 กิโลแคลอรี เท่านั้น.



ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 
เผยผลสำรวจคนไทยอ้วนเยอะ กินผักผลไม้น้อย ซ้ำโรคโลหิตจางปั่นทอน คาดป่วยเบาหวานเฉียด 3 ล้าน ความดันสูง 10 ล้าน

วันนี้ (16 ก.ย.) รศ.นพ.วิชัย เอกพลากร สำนักงานศูนย์เวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยถึงผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 4 ระหว่างเดือน ก.ค.2551-มี.ค.2552 โดยเป็นการสำรวจกลุ่มตัวอย่างใน 20 จังหวัดทั่วประเทศและกรุงเทพฯ กลุ่มอายุ 15-59 ปี จำนวน 12,240 คนและอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 9,720 คน รวมทั้งหมด 21,960 คน ปรากฎว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ 19.9% ซึ่งเพศชายสูบบุหรี่เป็นประจำ 38.7% ส่วนเพศหญิงสูบบุหรี่เป็นประจำ 2.1% ทั้งนี้พบว่า 1 ใน 4 ของผู้สูงอายุชายยังคงสูบบุหรี่อยู่

รศ.นพ.วิชัย กล่าวต่อว่า จากการสำรวจพฤติกรรมการกินอาหาร พบว่าประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 77.3 % กินอาหารครบ 3 มื้อต่อวัน โดยกลุ่มอายุที่กินครบ 3 มื้อน้อยที่สุดคืออายุระหว่าง 15-29 ปี นอกจากนี้ยังพบว่า ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปสูงถึง 80 % กินอาหารมื้อเย็นที่บ้าน ส่วน 20 % กินอาหารนอกบ้านหรืออาหารปรุงสำเร็จ สำหรับการกินผลไม้ พบว่า 17.7 % กินผักและผลไม้ปริมาณต่อวันเพียงพอตามข้อแนะนำ โดยสัดส่วนการกินผักและผลไม้ในผู้ชายอยู่ที่ 16.9 % ซึ่งน้อยกว่าผู้หญิง และหากพิจารณาตามภาคพบว่า ภาคใต้ กินผักและผลไม้เพียงพอมากที่สุด

รศ.นพ.วิชัย กล่าวต่ออีกว่า สำหรับประเด็นการใช้ยาและอาหารเสริม พบว่าประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 2.3 % กินยาแก้ปวดทุกวัน โดยเพศหญิงมีความชุกในการกินยาแก้ปวดสูงกว่าชาย และสัดส่วนการกินยาแก้ปวดจะเพิ่มขึ้นตามอายุด้วย โดยภาคอีสานมีคนกินยาแก้ปวดมากที่สุด รองลงมาคือภาคกลาง ทั้งนี้พบว่า 3.3 % กินยาคลายเครียดหรือยานอนหลับเป็นประจำ ทั้งที่มีอาการหรือไม่มีอาการ โดยผู้หญิงมีความชุกการกินยามากกว่าผู้ชายด้วย นอกจากนี้ยังพบว่า ประชากร 2.1 % กินยาลูกกลอนประจำ 1.1 % กินยาลดความอ้วนและ 14.8 % เคยกินอาหารเสริม ที่น่าห่วงคือ ภาวะอ้วน โดยในประชากรอายุ 15 ขึ้นไปผู้ชายพบมี 28.4 % ส่วนผู้หญิงสูงถึง 40.7 % โดยในภาคกลางและกรุงเทพฯ จะสูงกว่าภาคอื่น ๆ ส่วนภาวะอ้วนลงพุง ในผู้ชายที่รอบเอวเกิน 90 ซม.มี 18.6 % ในผู้หญิงมีมากถึง 45 % ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างชัดเจน

รศ.นพ.วิชัย ยังกล่าวถึงกรณีโรคเบาหวาน คาดว่าจะมีผู้ป่วยอายุ 15 ปีขึ้นไปประมาณ 6.9 % หรือ 3 ล้านคน โดยผู้ชายในกรุงเทพฯ จะมีความชุกสูงสุด รองลงไป ได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ อย่างไรก็ตามที่น่าห่วงมากคือ 1 ใน 3 ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นโรคเบาหวานมาก่อน อีกประเด็นที่น่าห่วงคือ โรคความดันโลหิตสูง เพราะพบว่าคนอายุ 15 ปีขึ้นไปมี 21.4 % หรือประมาณ 10 ล้านคน เป็นโรคดังกล่าวบางคนความดันสูงถึง 240 ก็มี ดังนั้นข้อแนะนำคือการไปตรวจร่างกายทุกปี โดยเฉพาะในคนอายุ 20 ปีขึ้นไป ส่วนภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ พบประมาณ 19.1 หรือประมาณ 10 ล้านคน ทั้งนี้พบว่าระดับไขมันคลอเลสเตอรอล เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รศ.นพ.วิชัย ยังกล่าวถึงการสำรวจภาวะซึมเศร้าในคนอายุ 15 ปีขึ้นพบ 2.8 % โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ทั้งนี้พบว่าผู้ชายในภาคอีสานมีภาวะซึมเศร้ามากที่สุด รองลงมา ได้แก่ ภาคใต้ ส่วนเพศหญิงพบในกรุงเทพฯ มากที่สุด อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ ภาวะโลหิตจาง เพราะคนอายุ 15 ปีขึ้นไป พบมากถึง 23 % และยังพบในผู้หญิงมากกว่าชาย โดยกรุงเทพฯ และอีสานมีความชุกสูงกว่าภาคอื่น สำหรับเรื่องอนามัยการเจริญพันธุ์ พบว่า ผลสำรวจพบว่าอายุเฉลี่ยของสตรีไทยเป็นประจำเดือนครั้งแรก มีแนวโน้มลดลงและเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เร็วขึ้น โดยกลุ่มอายุ 15-29 ปี มีประจำครั้งแรกเมื่ออายุ 13.2 ปี อายุ 30-44 ปี มีประจำเดือนครั้งแรกอายุ 14.1 ปีและอายุ 45-49 ปี มีประจำเดือนครั้งแรกอายุ 15-19 ปี นอกจากนี้ยังพบว่า 10.5 % ของสตรีวัย 15-19 ปี เคยตั้งครรภ์และในจำนวนนี้ 84.8 % เคยคลอดบุตรด้วย ส่วนการมีบุตรยากพบสูงถึง 11 % โดยมีเพียง 32.9 % เท่านั้นที่เคยได้รับการักษา

“โดยสรุปผลการสำรวจสุขภาพประชาชนโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 4 นี้ เทียบกับครั้งที่ 3 พบว่า ความชุกของบางปัจจัยเสี่ยงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เช่น ภาวะอ้วน ภาวะไขมันในเลือดสูง การกินผักผลไม้ไม่เพียงพอ ภาวะโลหิตจาง บางปัจจัยอยู่ในสภาพคงเดิม ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและบางปัจจัยเสี่ยงมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในบางกลุ่ม เช่น การสูบบุหรี่ลดลงในผู้ชายแต่ในผู้หญิงไม่ลดลง การมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ดังนั้นจำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันกำหนดการ ดำเนินการควบคุมป้องกันปัจจัยเสี่ยงและสร้างเสริมสุขภาพประชาชนให้มี ประสิทธิผลมากขึ้น ทั้งยังต้องมีการสำรวจติดตามสถานสุขภาพประชาชนต่อเนื่องเป็นระยะต่อไป” รศ.นพ.วิชัย กล่าว.



ข้อมูลจาก เดลินิวส์ 
กาแฟลดน้ำหนัก สาวๆ หลายคนอาจได้ยินจนชินหู บางคนยังเป็นลูกค้าชั้นดีอีกด้วย แต่สาวๆ ทั้งหลาย รู้หรือไม่ว่า ผลิตภัณฑ์ประเภทกาแฟนั้น มีคุณสมบัติลดน้ำหนัก ลดความอ้วนได้จริงหรือ ในเมื่อตัวกาแฟเอง ก็มีแค่กาเฟอีนเป็นส่วนผสม ซึ่งสารตัวนี้ทำหน้าที่กดประสาททำให้ประสาทตื่นตัวอยู่เสมอ

แล้วจะลดความอ้วนได้อย่างไรกัน

โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เผยว่าในปัจจุบันยังคงพบโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมทั้งผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปจำนวนมากโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณในการลดความอ้วน และสรรพคุณต่างๆ ไม่ขาดสาย หรือมีผลในการลดน้ำหนัก

เช่น โฆษณาแสดงตัวอย่างบุคคลก่อนและหลังใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นๆ ว่าสามารถทำให้น้ำหนักลดลงภายในระยะเวลาหนึ่ง หรืออ้างว่า เมื่อบริโภคแล้วน้ำหนักลดลงถึง 15 กิโลกรัม ภายใน 2 สัปดาห์ หรือการโฆษณาโดยใช้ผู้แสดงแบบเป็นผู้หญิงอ้วน หรือผู้หญิงรูปร่างดี แล้วทำให้เข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์ของตนมีผลในการลดน้ำหนักดังกล่าวนั้น ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างและโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงของผลิตภัณฑ์นั้นๆ

ผลการกระทำเหล่านั้นมีวัตถุประสงค์ก็เพื่อให้เกิดการจูงใจและตัดสินใจซื้อ ผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ก่อนการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรพิจารณาฉลากที่ข้างบรรจุภัณฑ์อย่าง ถี่ถ้วนเสียก่อน ต้องมีข้อความภาษาไทยแสดงชื่ออาหาร โดยมีคำว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นส่วนหนึ่งของชื่ออาหาร

กาแฟลดความอ้วน อันตราย


สำหรับอาหารที่ผลิตในประเทศให้แสดงชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย สำหรับอาหารที่นำเข้า ให้แสดงชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้าและประเทศผู้ผลิต ปริมาณสุทธิ ส่วนประกอบที่สำคัญ วันเดือนปีที่ผลิตและวันเดือนปีที่หมดอายุ คำแนะนำในการเก็บรักษา เลขสารบบอาหารในกรอบเครื่องหมาย อย. ข้อความคำเตือน และที่ฉลากต้องมีข้อความระบุว่าควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ และไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

เนื่องจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา จึงไม่สามารถรักษาโรค ส่วนผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปก็เช่นกันขอให้ผู้บริโภคอ่านฉลากให้ถี่ถ้วน โดยต้องมีข้อความภาษาไทยระบุชื่ออาหาร ชื่อและที่ตั้งผู้ผลิตอย่างชัดเจน มีเลขสารบบอาหารในกรอบเครื่องหมาย อย. และส่วนประกอบที่สำคัญ ซึ่งแม้ว่าที่ฉลากจะมีการระบุส่วนประกอบว่ามีไฟเบอร์ คอลลาเจน แอลคาร์นีทีน หรือโครเมียม แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาวิจัยทางวิชาการ ยืนยันว่า สารดังกล่าวมีผลในการลดน้ำหนัก หรือทำให้ผิวสวย หรือเพิ่มความงาม

ส่วนเลขสารบบอาหารที่แสดงบนฉลากอาหารไม่ได้รับรองการโฆษณาแต่อย่างใด และอย.ไม่อนุญาตให้กล่าวอ้างสรรพคุณลดความอ้วน ในขณะที่หากดื่มกาแฟมากอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ จากการเติมน้ำตาล ครีม หรือนม อีกทั้งทำให้หัวใจทำงานหนัก เนื่องจากได้รับกาเฟอีนมากเกินไป โดยเฉพาะในรายที่มีความไวต่อกาเฟอีน

โดยนพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อไม่นานมานี้ทาง อย.ยังได้รับแจ้งผลการตรวจพิสูจน์อาหาร ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์กาแฟ โดยพบการลักลอบใส่ยาลดความอ้วน ซึ่งเป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องสั่งจ่าย และอยู่ในความดูแลของแพทย์ โดยขายได้เฉพาะสถานพยาบาลเท่านั้น ทั้งนี้ยาดังกล่าวอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้ อาทิ ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว

ผลข้างเคียงอื่นๆ ได้แก่ ปากแห้ง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ท้องผูก รวมทั้งยานี้ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ดี ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ ผู้ป่วยโรคตับ ผู้ป่วยโรคไต ผู้ที่มีโรคต้อหิน รวมไปถึงหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร

ขอให้ผู้บริโภคติดตามข่าวประสัมพันธ์จาก อย.ที่จะเผยถึงผลการตรวจพิสูจน์อาหาร รวมทั้งผลิตภัณฑ์ปลอมที่ตรวจจับ และอย่าซื้อผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมายดังกล่าวที่ อย.ประกาศชื่อ รวมทั้งอย่าได้หลงเชื่อการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์กาแฟ ที่อวดอ้างว่าสามารถลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนได้

หากพบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างลดความอ้วน หรือพบการโฆษณาเกินจริงที่คาดว่าอาจมีการใส่ยาลดความอ้วน ขอให้แจ้งไปยังสายด่วน อย.1556 หรืออีเมล์ 1556@fda.moph.go.th หรือจดหมายไปที่ตู้ ปณ.1556 ปณฝ.กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004

อย่างไรก็ตาม หากต้องการลดหรือควบคุมน้ำหนักอย่างได้ผลไม่ต้องใช้หรือกินผลิตภัณฑ์ที่ เสี่ยงอันตรายดังกล่าว ผู้บริโภคควรควบคุมการบริโภคอาหารร่วมกับการออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วันๆ ละ 30 นาที และควรบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ ซึ่งจะทำให้ร่างกายแข็งแรงและป้องกันโรคได้ด้วย

สาวๆ ทั้งหลายเวลาจะเลือกซื้อกาแฟสำหรับลดน้ำหนัก ควรระวังให้ถี่ถ้วนด้วย เพราะกาแฟลดน้ำหนักบางยี่ห้อนั้น มีการผสมยาลดความอ้วนประกอบด้วยเช่นกัน


ขอบคุณข้อมูลจาก beauty.vwander.com 
'ภัยพุง' บั่นทอนชีวิต!

ระยะนี้ในเมืองไทยปรากฏข่าวคนไทยหลายราย “ป่วยแปลก ๆ” และเกี่ยวกับ “ความอ้วน” ซึ่งมิใช่แค่อ้วนกลม อ้วนฉุ อ้วนอืด ธรรมดา ๆ แต่อ้วนใหญ่โตมโหฬารถึงขั้นออกประตูบ้านเหมือนคนทั่ว ๆ ไปไม่ได้ ทั้งนี้ ก็แน่นอนว่าการอ้วนยักษ์ลักษณะที่ว่านี้เป็นอาการผิดปกติ เป็นอาการป่วยของร่างกายรูปแบบหนึ่ง

แต่จากข่าวคราวที่ปรากฏ...คนไทยก็น่าจะฉุกคิด

ว่า “ภัยโรคอ้วน” ได้รุกคืบ...อยู่ใกล้ ๆ ตัวคนไทย

และแม้จะแค่อ้วนธรรมดา...ก็ใช่ว่าจะไม่น่าห่วง !!!

ทั้งนี้ ว่ากันถึงสรีระร่างกายโดยปกติ สำหรับคนไทย ถ้าว่ากันแบบมาตรฐาน ก็มีข้อมูลของโครงการวิจัย “มาตรฐานขนาด รูปร่างของคนไทย” หรือ “ไซซ์ไทย (Size Thai)” ที่ร่วมกันจัด ทำโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และองค์กรสนับสนุน ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งเป็นข้อมูลที่คนไทยน่าจะสนใจ

ไซซ์ไทย หรือมาตรฐานขนาดรูปร่างของคนไทยนั้น จากการทำวิจัยโดยทีมนักวิจัย 11 คน โดยการใช้เทคโนโลยี 3 ดี บอดี้ สแกนนิ่ง (3D Body Scanning) ใช้เวลาดำเนินการทั้งสิ้น 2 ปีในการกำหนดไซซ์มาตรฐานคนไทย มีการสำรวจกลุ่มตัวอย่างทั้งชายและหญิง อายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป จำนวน 13,442 คน แล้ววิเคราะห์ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ผล “ไซซ์มาตรฐานคนไทย” ที่สรุปออกมาคือ.....

ไซซ์ผู้ชายไทย จะแบ่งได้เป็น 32, 34, 36, 38, 40, 42, 44, 46, 48 โดยกำหนดจากรอบเอว และรอบอก ส่วนไซซ์ผู้หญิง แบ่งออกเป็น 28, 30, 32, 34, 36, 38, 40, 42, 44, 46 โดยกำหนดจากรอบอก รอบเอว และรอบตะโพก ซึ่งผู้ชายไทยส่วนใหญ่เฉลี่ยอยู่ที่ไซซ์ 40 ส่วนผู้หญิงไทยเฉลี่ยอยู่ที่ไซซ์ 36 เป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ ข้อมูลไซซ์ไทยนี้มิใช่วิจัยกันเล่น ๆ แต่มีประโยชน์ต่อคนไทย 4 ด้านหลัก ๆ

กล่าวคือ... ด้านอุตสาหกรรมเสื้อผ้า ช่วยให้ผู้ผลิตออกแบบและกำหนดขนาดไซซ์ที่เหมาะสมกับขนาดรูปร่างของลูกค้าคน ไทยได้ดียิ่งขึ้น, ด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ ช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์หรือชิ้นส่วนรถยนต์สามารถออกแบบที่นั่ง อุปกรณ์ในรถ ที่เหมาะสมกับขนาดรูปร่างคนไทยได้มากยิ่งขึ้น, ด้านอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ช่วยให้ออกแบบผลิตภัณฑ์ได้เหมาะสมกับขนาดรูปร่างคนไทยมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวพันทั้งความสะดวกและปลอดภัย

ที่สำคัญอีกด้านคือด้านการแพทย์-สุขภาพ ซึ่ง “ไซซ์มาตรฐานคนไทย” จะเป็น “ข้อมูลที่มีประโยชน์ในการใช้ดูแลสุขภาพ” วิเคราะห์โภชนาการ และอุบัติการณ์การเกิดโรคต่าง ๆ

รวมถึง “โรคอ้วน” ซึ่งกำลังคุกคามคนไทยอย่างรุนแรง

พลิกย้อนเรื่องวิจัย “ไซซ์ไทย” อาจจะยังชัดไม่พอ อย่างไรก็ตาม กับเรื่อง “ภัยอ้วน” ใน “คนไทย” นั้น ยังมีอีกหลายชุดข้อมูล หลายโครงการ ที่สะท้อนถึงระดับปัญหาและความจำเป็นต้องแก้ไข-ป้องกันปัญหา

ยกตัวอย่างเช่น... นอกจากจะมีการรณรงค์ลดพุง-ลดอ้วนเป็นระยะแล้ว ในประเทศไทยถึงขั้นต้องมีการจัด “ประชุมระดับชาติเรื่องโรคอ้วน” ซึ่งครั้งล่าสุดจัดไปเมื่อต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา โดยความร่วมมือของหลายฝ่าย อาทิ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งช่วงนั้นก็มีการกระจายข้อมูล “ภัยอ้วน” ในคนไทยออกมา

โดยปกติ ผู้หญิงจะมีปริมาณไขมันประมาณ 25-30% ผู้ชายจะมีปริมาณไขมันประมาณ 18-25% ซึ่งถ้าผู้หญิงมีปริมาณไขมันเกิน 30% ผู้ชายมีปริมาณไขมันเกิน 25% ถือว่าเป็น “โรคอ้วน”

จากข้อมูลของกรมอนามัย ในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมาพบว่า ผู้ชายไทยเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นถึง 36% ในส่วนของผู้หญิงเพิ่มขึ้น 47% โดยช่วงวัยทำงานอายุ 20-29 ปี มีอัตราการเพิ่มของโรคอ้วนสูงที่สุด ทั้งนี้ ผู้ชายที่มีรอบเอวเกิน 90 ซม. และผู้หญิงที่มีรอบเอวเกิน 80 ซม. ถือว่ามี “พุงใหญ่” มีความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มโรคอ้วน ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง “ลดพุง” เพื่อป้องกันโรคภัยต่าง ๆ ที่อาจเกิดตามมาจากความอ้วน

“อ้วน” เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่มัก เกิดจากการกินอาหาร โดยเฉพาะการบริโภคอาหารจำพวกไขมัน แป้ง และน้ำตาล มากเกินความต้องการของร่างกาย อีกสาเหตุหนึ่งคือ เกิดจากการออกกำลังกายน้อย และสาเหตุสุดท้ายก็คือ เกิดจากกรรมพันธุ์ ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ทำให้มีไขมันสะสมอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้เป็นโรคอ้วน และทำให้มีโอกาสสูงกว่าคนปกติ ในการเป็น “โรค ร้ายแรง” ต่าง ๆ

เช่น... เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, หัวใจ, หลอดเลือดตีบตัน, มะเร็งบางชนิด และอีกหลาย ๆ โรค ซึ่งโรคที่เกิดจากโรคอ้วนนี้ ถือ “เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย!!”

นี่แหละ...คนไทยเราจึงต้องไม่ละเลย-ไม่มองข้าม

ต้องสนใจ-ใส่ใจกับ...สิ่งไม่เล็กที่เรียกว่า “อ้วน”

เพราะดีไม่ดีอาจจะเป็นเรื่องใหญ่...ถึงชีวิต!!!.




ขอบคุณข้อมูลจาก สกุ๊บหน้า 1 หนังสือพิมเดลินิวส์ dailynews.co.th 

ถ่ายไม่ออกเรามีวิธี

posted on 24 Mar 2012 11:22 by homeguru  in health
พอดีไปอ่านมาจากเว็บเกี่ยวกับวารีบำบัด แล้วอ่านๆในกระทู้ มีคนเค้าถามเรื่องนี้มา แล้วคุณหมอในเว็บเค้าตอบมา เราเลยเอามาเล่าต่อค่ะ

ส่วนผสม
1. มะนาว 4 ลูก
2. เกลือ 3 ช้อนชา
3. น้ำ 1.5 ลิตร (1ขวดใหญ่)

วิธี
เอาส่วนผสมทั้งหมดมาคนให้เข้ากันแล้วดื่มหลังตื่นนอนก่อนแปรงฟันก่อนกินอะไร พยายามให้หมดภายในครึ่งชม.นะคะ ถ้าทีเดียวหมดเลยจะดีกว่า หลังจากนี้ อย่าพึ่งกินอะไรตามนะคะ รอสักพักมันจะออกเอง(หมอท่านว่ามา)

จากประสบการณ์
เกลือ ค่ะตัวดีเลย ทำให้บวมน้ำเอามากๆ เราเลยต้องแก้บวมน้ำด้วยการกิน คื่นไช้ 1 กำ+แอปเปิ้ลเขียวใส่เครื่องแยกกากเพื่อลดอาการบวมน้ำ ได้นั่นเสียนี่จริงๆ นน.ไม่ได้ขึ้น แต่หน้านี่บวมเป่งอย่างกะจะแตกเลยอะ เกลือน้าเกลือ
นับว่าสูตรนี้ ได้ผลมากสุดแล้วนะคะสำหรับคนถ่ายยาก ส่วนเรื่องเกลือ 3 ช้อนชา ลดลงหน่อยก็ดีนะคะ จะได้ไม่บวมน้ำ 


ขอบคุณข้อมูลจาก bloggang.com 
วิธีเผาผลาญเมื่อกินเกินพิกัด (สยามดารา)

การอยากมีหุ่นสวย หลายคนจึงระมัดระวังการรับประทานอาหารเป็นพิเศษ แต่หากในคืนปาร์ตี้ที่เผลอทานเยอะจนเกินพิกัดก็ไม่ต้องกังวล มีวิธีเผาผลาญไขมันมาฝาก

- ดื่มน้ำส้มคั้นสด มีวิตามินที่ช่วยดูดซึมสารอาหารที่สำคัญ หากรับประทานเป็นผล จะมีเส้นใยธรรมชาติ ช่วยคุมน้ำหนักได้อีกวิธีหนึ่ง เพราะจะทำให้รู้สึกอิ่มท้องเร็ว

- ทานอาหารจำพวกธัญพืช (ชนิดไขมันต่ำ) อาจทานตอนเช้า (หากไม่มีเวลาทานข้าว) ธัญพืชเหล่านี้ อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ ระบบจะย่อยช้า ๆ เข้าสู่ร่างกาย ทำให้รู้สึกอิ่มท้องนาน

- เคลื่อนไหวร่างกาย หลังเลิกงานอาจเรียกเหงื่อด้วยการเดินเล่น หรือวิ่ง หากมีเวลาอาจเล่นกีฬาที่ชอบสักครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง (การเคลื่อนไหวเร็ว ๆ จะเผาผลาญได้ 140 แคลอรีในครึ่งชั่วโมง)

- เคี้ยวอาหารช้าๆ เพราะการทานเร็ว จะทำให้ทานมากเกินอัตราโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารหลัง 6 โมงเย็น หรือช่วงเวลากลางคืน

- ทานผัก-ผลไม้ เพราะผักจะให้พลังงานน้อย แต่ให้สารอาหารมาก ส่วนผลไม้ เลือกทานที่ให้พลังงานต่ำ เช่น ฝรั่ง มะม่วง ชมพู่ แตงโม แคนตาลูป เลี่ยงผลไม้หวานจัด ให้พลังงานสูง

เคล็ดลับง่ายๆ ช่วยคุณ กำจัดไขมันส่วนเกินได้ หากปฏิบัติเป็นประจำ ก็ไม่ต้องกังวลมากนัก



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก สยามดารา 
รู้หรือไม่ครับว่า ? การลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร หรือการกินอาหารที่ให้พลังงานต่ำ อาจจะทำให้เกิดผลกระทบ ที่ทำให้การลดความอ้วน ไม่เป็นไปอย่างที่เราคิดได้นะครับ แล้วมันจะยิ่งทำให้ขั้นตอนการลดความอ้วน สลับซับซ้อน มีปัญหายากๆ ที่ทำให้น้ำหนักไม่ลดอย่างใจคิด ความอ้วนไม่หายไปอย่างใจอยาก เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ไสยศาสตร์ครับ

เราทำความเข้าใจ และหาคำอธิบายให้มันได้ ถ้าคุณเป็นคนนึง ที่กำลังต่อสู้อยู่ในสงครามกับความอ้วน แล้วหละก็ มาฟังบรรยาย ยุทธศาสตร์การพิชัยสงคราม เพื่อคุมชัยชนะไว้ในกำมือเราให้ได้ กันดีกว่าครับ

เหตุของปัญหา

เวลา ที่เราเริ่มลดน้ำหนัก ด้วยการอดอาหาร หรือกินอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ ร่างกายเราก็จะเริ่มรู้สึกเหมือนกับว่า เราอยู่ในภาวะที่กำลังจะอดอยาก ร่างกายไม่รู้แน่ชัดว่าในอนาคต จะอดอยากกว่านี้อีกมั๊ย เพื่อความแน่ใจ ไม่ให้เจ้าของร่างเนื้อนั้นตาย ร่างกายจึงเลือกที่จะเก็บสะสมไขมันไว้ให้มากที่สุด เพื่อว่าอย่างน้อยจะได้ใช้เป็นพลังงานในอนาคต ไอ้

กระบวนการนี้แหละ ครับ เป็นส่วนนึง ที่ทำให้การลดน้ำหนักด้วยวิธีที่ว่า มันจะยิ่งยากขึ้นเมื่อดำเนินไปในระยะนึง อีกทั้งยังมีผลทำให้มีการเปลี่ยนแปลง ระดับฮอร์โมนหลายอย่าง ซึ่งก็จะยิ่งทำให้ลดยากมากขึ้นอีกในที่สุด ทีนี้ถ้าเรายังลดน้ำหนัก ด้วยวิธีเดิมต่อมาอีกเป็นระยะเวลานานขึ้น ร่างกายเราก็จะมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการมากขึ้น

โดยมันจะไปดึงเอา กล้ามเนื้อออกมา เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงาน เวลาที่มันดึงเอาโปรตีนออกมาใช้งาน มันจะมีกระบวนการทางเคมีเกิดขึ้น ซึ่งจะมีผลลัพธ์อย่างนึงออกมาเป็น "ไนโตรเจน" ซึ่งร่างกายเราก็จะหาทางกำจัดเจ้า ไนโตรเจน ที่ว่านี้ออกไป โดยปลดปล่อยไปกับน้ำ ที่ดึงออกจากเนื้อเยื่อเซลล์ต่างๆ ซึ่งจะส่งผลให้มีการสุญเสียมวลน้ำในร่างกาย และจะทำให้น้ำหนักตัวเราลดลงไป

ซึ่งตอนนั้นเอง เป็นช่วงเวลาที่หลายๆคน กำลังดีใจกระหยิ่มยิ้มย่อง ว่าฉันลดได้แล้ว.... แต่หารู้ไม่ว่า....

อันดับ แรกเลย น้ำหนักของมวลน้ำที่สูญเสียไปนั้น มันแค่ภาพลวงตาครับ เพราะมันพร้อมจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ ทันทีที่คุณดื่มอะไรซักอย่าง

และ อันดับที่สำคัญ ไอ้การที่เราต้องสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ไปกับการถูกเปลี่ยนมาเป็นพลังงาน นี่แหละจะไม่เป็นผลดีต่ออัตราเผาผลาญพลังงาน ในระยะยาว

ทำไมหละ ?

เพราะ ว่าไอ้กล้ามเนื้อนี่แหละครับ เป็นตัวที่ทำให้มีการกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน ร่างกายเราจะต้องใช้พลังงานจำนวนนึง ไปให้กับการรักษาสภาพของกล้ามเนื้อไว้ นั่นหมายความว่ายิ่งเรามีมวลกล้ามเนื้อในร่างกาย มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งต้องใช้พลังงานมากขึ้นตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่เวลานั่งหรือเวลานอน

ตัวอย่างนะครับ สมมุติว่ากล้ามเนื้อ 1 lbs จะใช้พลังงานวันๆนึง อย่างน้อย 50 cal (คิดเฉพาะนั่งเฉยๆทั้งวัน)

แล้ว ถ้าเราเสียมวลกล้ามเนื้อไปซัก 10 lbs ไประหว่างที่เราอดอาหาร นั่นหมายถึงว่าวันๆนึง เราจะใช้พลังงานลดลงถึง 500 cal เชียวนะครับ แล้วถ้าเรายังกินเท่าเดิมอยู่ อย่างดีก็อาจจะแค่ถึงทางตัน คือลดไม่ลง แต่ถ้าเจออย่างเลวหละครับ ก็คืออาจจะอ้วน หรือมีไขมันสะสมเพิ่มมากขึ้นด้วยก็เป็นไปได้

ซึ่งก็คือ นน.ตัวอาจจะเท่าเดิม แต่กล้ามเนื้อลดลง ไขมันแอบๆสะสมเพิ่มขึ้น

ต่อจาก ตัวอย่างข้างต้นนะครับ อย่างที่รู้ๆกัน ก็คือคนอดอาหาร หรือลดอาหารใครจะไปคุมได้จนตาย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ทีนี้พอเราอดอาหารจนเราได้นน.ตัวอย่างที่ต้องการแล้ว (โดยที่ กล้ามเนื้อสูญหายไปแยะเลย) แล้วเรากลับมากิน ตามแบบเดิมๆ ทีนี้หละครับ จะยิ่งอ้วนง่ายมากขึ้นกว่าเก่าเอง เพราะเราได้ทำลายเตาเผาพลังงาน ในร่างกายเราไปแล้ว ในการอดอาหารรอบแรก นี่แหละครับ บ่อยครั้งที่หลายคนเมื่ออดอาหาร แล้วพอหยุด มันเกิดอ้วนขึ้นมาเท่าเดิม หรือมากกว่าเดิมได้ไม่ยาก บางทีก็มีคนเรียกแบบนี้ว่าโยโย่... ทั้งหลายทั้งปวงก็เพราะสาเหตุข้างบนนี่แหละครับ

ทางออกที่ดีกว่า

ก็ไม่ยากอะไรครับ สูตรเดิมที่เป็นสัจธรรม หนีไม่พ้นครับ กับการออกกำลังกายทั้งแบบแอโรบิค และการเล่นเวท ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการ ควบคุมโภชนาการอย่างถูกต้อง

แล้วโภชนาการยังไงหละที่ถูกต้อง ?



การ โภชนาการที่ถูกต้อง และเหมาะสม ก็คือเราจะต้องทานอาหารให้เป็นประโยชน์ มีสารอาหารหลากหลาย ครบถ้วน มีทั้งผัก ผลไม้ และอาหารจำพวกโปรตีน เนื้อ นม ไข่

การแบ่งมื้ออาหารจากที่เคยกินมื้อใหญ่ 2-3 มื้อ ออกเป็น มื้อเล็กๆ 4-6 มื้อ จะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานได้

และ ยังช่วยไม่ให้เราหิวเร็ว และโหยมาก จนต้องซัดเข้าไปเต็มคราบ ในมื้อใหญ่ๆมื้อเดียว หลีกเลี่ยงอาหารหวานๆ มันส์ๆ พวก junk food น้ำอัดลม และพวกเหล้าเบียร์ (ไอ้อันหลังนี่ถ้าเลิกได้ ดีมากเลยครับ)

ซึ่งการ กินให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการนี้ คุณสามารถจะกินแบบนี้ไปได้ จนแก่จนเฒ่าหละครับ ต่างจากการลดอาหาร หรือการอดอาหารซึ่งคุณจะทำได้แค่ไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

ส่วนถ้าจะ กินแบบ ลดพลังงานจากอาหารลง เพื่อความเหมาะสม ก็ให้รักษาอยู่ที่ระดับประมาณ 10-15 % ของพลังงานที่เราต้องใช้ในแต่ละวัน (ซึ่งตรงนี้ แต่ละคนจะแตกต่างกันไป ตามเพศ วัย อายุ และโครงสร้างร่างกาย) หรือประมาณ 250 cal นะครับ เพื่อไม่ให้ร่างกายเสียมวลกล้ามเนื้อมากเกินไป

แล้ว ถ้าทำได้ทั้งหมด คือทั้งออกกำลังกาย และควบคุมอาหารตามหลักโภชนาการข้างบน แล้วละก็ ก็อาจจะเป็นไปได้ที่ว่า ในสัปดาห์นึงเราจะสามารถเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้ซัก 1lbs และลดไขมันลงได้ซักประมาณ 1 lbs เช่นกัน ซึ่งตรงนี้ เมื่อไปชั่งน้ำหนักแล้ว มันอาจจะไม่มีอะไรเปลี่นยแปลงบนตาชั่ง แต่ว่าถ้าทำไปเรื่อยๆ และเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ในทางกายภาพ รูปร่างคุณจะเปลี่ยนไปแน่นอน คุณจะหยิบเอาเสื้อผ้าเก่าๆ ที่เคยคับไปแล้ว มาใส่ได้ แม้ว่าน้ำหนักตัวอาจจะไม่ลดเลยก็ตาม !! นั่นก็เพราะว่า กล้ามเนื้อนั้นมีความหนาแน่น มากกว่าไขมัน ด้วยน้ำหนักที่เท่ากันแล้ว ไขมันจะใช้พื้นที่ หรือมีปริมาตร มากกว่ากล้ามเนื้ออยู่แล้ว ... ดังนั้นอย่าเอาชีวิตเราไปแขวนไว้กับตาชั่งครับ ลองใช้สิ่งอื่น เป็นตัววัดความสำเร็จดูบ้าง บางทีอาจจะทำให้รู้สึกดีขึ้น กว่าการที่เอาชีวิตไปผูกติดกับ scale ของเครื่องชั่งน้ำหนักครับ

ท้ายที่สุดนี้

พึงระลึกไว้นะครับ ว่าการลดความอ้วนที่ดี คือการลดไขมันส่วนเกิน คือการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง สัดส่วน

โดยที่เราจะต้องมีสุขภาพกายที่ดี สุขภาพจิตที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่การลดน้ำหนักตัวได้ แต่สุขภาพกายเสีย สุขภาพจิตเสื่อม

นะครับผม !! 

คอเลสเทอรอลคืออะไร?

posted on 22 Mar 2012 12:03 by homeguru  in health
คอเลสเทอรอลคืออะไร?
คอเลสเทอรอล คือ สารไขมันที่อยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย บางชนิดจำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย ตับของคนเราสามารถผลิตคอเลสเทอรอลปริมาณ 300 มิลลิกรัม/วัน แต่หากมีปริมาณมากเกินไปก็จะเป็นอันตรายได้ ถ้าระดับคอเลสเทอรอลสูงเกินไปจะเพิ่มอัตราการเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ เพราะถ้าเปรียบเทียบเส้นเลือดต่างๆของร่างกายเหมือนท่อประปา ภาวะไขมันสูงก็เหมือนภาวะที่มีตะกอนในน้ำมากและทำให้เกิดการตกตะกอนในท่อน้ำ นำมาซึ่งถึงการตีบตันลง ดังนั้นภาวะไขมันในเลือดสูง จึงจัดเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เส้นเลือดต่างๆ ในร่างกายตีบตันจากภาวะหลอดเลือดแข็ง

ประเภทของไขมันในเลือด มี 3 ชนิด

1) LDL (low density lipoprotein)
LDL Cholesterol ซึ่งรู้จักกันดีในนามของ"ตัวผู้ร้าย" LDL-C ถ้ามีมากจะสะสมในหลอดเลือดแดง ได้มาจากการสังเคราะห์ที่ตับและจากการบริโภคอาหารที่มี คอเลสเทอรอลสูง ยิ่งระดับ LDL-C สูงเท่าไหร่ อัตราการเป็นโรคหัวใจก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

2) HDL (high density lipoprotein)
HDL Cholesterol ซึ่งรู้จักในนามของ "The best cholesterol" เปรียบเสมือนตำรวจที่คอยตรวจจับผู้ร้ายเพราะเชื่อกนว่ามันเป็นตัวกำจัด คอเลสเทอรอลจากกระแสเลือดไปทำลายที่ตับ และเปลี่ยนเป็นพลังงาน ดังนั้นการมีระดับ HDL-C ในเลือดสูง จะลดอัตราเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจตีบตัน หัวใจแข็งตัวได้

3) TG (Triglyceride)
เป็น ไขมันอีกชนิดหนึ่งในกระแสเลือดเปรียบเสมือน "ผู้ช่วยตัวร้าย" ได้มาจากไขมันที่มาจากทั้งพืชและสัตว์ เพราะฉนั้นทุกครั้งที่รับประทานอาหารที่มีไขมัน คือการรับประทานไตรกลีเซอร์ไรด์นั่นเอง TG มีประโยชน์ในการช่วยดูดซึมวิตามิน A D E K แต่ถ้ามีระดับ TG ในเลือดสูงเกินไปพร้อมกับระดับ LDL-C สูงด้วย จะยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดและทำให้ตับอ่อนอักเสบ



สาเหตุของระดับ คอเลสเทอรอลสูง
ได้แก่พฤติกรรมการบริโภค ขาดการออกกำลังกาย และกรรมพันธุ์ โรคบางอย่างเช่น โรคเบาหวาน ถือว่าเป็น "ฆาตรกรเงียบ" เพราะมักไม่แสดงอาการกับผู้ป่วย แต่อาจมีอาการแน่นหน้าอกหรือเป็นลมเสียชีวิตได้ทันที


การปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมระดับคอเลสเทอรอล
- ระวังเรื่องอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น ไขมันสัตว์ นม เนย ไข่ เครื่องใน/สมองสัตว์ หอยนางรม กุ้ง
- ควบคุมน้ำหนัก อย่าให้อ้วนเกินพิกัด
- บริหารร่างกายตามความเหมาะสมเป็นประจำ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 20-30 นาที โดย วิ่ง จ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิค
- งดสูบบุหรี่
- หลีกเลี่ยงการดื่มเบียร์และแอลกอออล์


ขอให้เพื่อนๆไปตรวจเลือดเป็นประจำ ควรจะอย่างน้อยปีละครั้งเพื่อจะได้ดูแล รักษาพฤติกรรมการกินให้ดีขึ้นนะครับ

หากคุณคิดว่าการดื่มน้ำเป็นเรื่องไม่สำคัญ คุณไม่ผิดหรอกครับที่คิดอย่างนั้น แต่หากคุณอยากมีสุขภาพที่ดี ลองทำตารางนี้ก็คงไม่เสียหายใช่มั้ยครับ

น้ำที่ควรดื่ม ควร เป็นน้ำธรรมดาไม่เป็นน้ำที่ร้อนมากหรือที่เย็นจัด แต่ถ้าเป็นน้ำอุ่นๆ เล็กน้อย ก็ควรดื่มในตอนเช้าเพราะจะให้การขับถ่ายของคุณ ดีขึ้น ลำไส้สะอาด หากไม่เชื่อลองทำดูสิครับ

ระยะเวลาที่ดื่มน้ำ ใน 1 วัน อาจจะเปลี่ยนแปลงตารางให้เหมาะกับคุณเอง แต่ไม่ควรเปลี่ยนมากนะครับ เพราะอาจจะทำให้ตัวคุณเองสับสน

ตื่นนอนตอนเช้า ดื่มน้ำ 1 แก้ว
ตอนสาย ดื่มน้ำ 2 แก้ว (เวลาประมาณ 9.00 – 10.00 น)
ตอนบ่าย ดื่มน้ำ 3 แก้ว (เวลาประมาณ 13.00 – 14.00 น)
ตอนเย็น ดื่มน้ำ 3 แก้ว (เวลาประมาร 19.00 – 20.00 น)
ก่อนเข้านอน ดื่มน้ำ 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร ถ้าเป็นน้ำอุ่นจะช่วยให้หลับสบายดีขึ้น รวมแล้วให้สามารถดื่มน้ำเปล่าได้วันละ 10 แก้ว นอกเหนือจากนั้น ท่านสามารถดื่มน้ำผลไม้, น้ำนม ฯลฯ ได้อีกไม่จำกัด

ข้อควรจำ

* ไม่จำเป็นต้องดื่มครั้งละ 2 – 3 แก้วติดต่อกันทันที ดื่มตามปรกติสบายๆ ผู้ที่ทำตามครั้งแรก ๆ อาจรู้สึกคลื่นไส้เล็กน้อย เป็นอาการปรกติธรรมดา ทั้งนี้เพราะผนังลำไส้ และกระเพาะอาหารขยายตัวขึ้น หากทำติดต่อกันเป็นประจำก็จะไม่มีอาการอีก สามารถดื่มได้ง่ายและเกิดความเคยชิน สดชื่น สบายที่ได้ดื่มน้ำมากๆ
* ระยะแรก จะเกิดการปัสสาวะบ่อย ครั้งแรกๆ จะมีสีเหลืองข้นขุ่นกลิ่นฉุน เนื่องจากน้ำที่ดื่มไปชะล้างไตให้สะอาด ซึ่งไตเป็นเสมือนเครื่องกรองน้ำของร่างกาย ขจัดสิ่งตกค้างให้ออกไป
* อย่าดื่มน้ำมากก่อนหน้าที่จะรับประทานอาหาร ( ควรงดดื่มน้ำมากสักครึ่งชั่วโมงก่อนรับประทานอาหาร) และหลังจากรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ ก็ไม่ควรดื่มน้ำมากๆ ทันที ในระหว่างการรับประทานอาหารไม่ควรดื่มน้ำตลอดเวลา เพราะการดื่มน้ำมากในระหว่างรับประทานอาหารจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหาร เจือจาง การย่อยเป็นไปได้ไม่ดี
* การทานอาหารในแต่ละมื้อไม่ควร อิ่มจนแน่นท้องเกินไปควรให้อิ่มพอดีแล้วรับประทานผลไม้สดจะทำให้สะอาดคอ แล้วจิบน้ำตามนิดหน่อยท่านจะรู้สึกสบายท้องหลังจากนั้นสักครึ่งชั่วโมง จึงดื่มน้ำตามปรกติ

หากคุณผู้ชายคนไหน ลองทำตามเป็นประจำแล้วรู้สึกมีสุขภาพที่ดีขึ้น ร่างกายสดชื่น
กระปรี้กระเปร่าแข็งแรง ก็ทำต่อไปเรื่อยๆนะครับ เพื่อประโยชน์แก่ตัวของคุณเอง 
โดยทั่วไปการออกกำลังกาย หลายๆ คนอาจจะใช้ลานกีฬา ลานเต้นแอโรบิค หรือวิ่งออกกำลังกายตามสวนสาธารณะ แต่ในปัจจุบันที่ชีวิตคนเมืองได้เปลี่ยนไป ทำให้การออกกำลังกายตามฟิตเนสได้รับความนิยม มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ทราบหรือไม่ว่า บ่อยครั้งที่การไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสนั้น หลายๆ คนกลับไม่ได้ผลลัพท์เป็นที่น่าพอใจ วันนี้เราจะนำเสนอวิธีเล่นฟิตเนสอย่างไรให้ได้ผลค่ะ
หลายคนเคยเข้าใจว่า การไปเล่นฟิตเนสนั้น ก็แค่ไปวิ่งๆ โยกๆ ตามเครื่องต่างๆ โดยหารู้ไม่ว่า จริงๆ แล้ว การออกกำลังกายให้ได้ผลนั้น นอกจากระยะเวลาในการเล่นต่อครั้งที่ต้องเหมาะสมแล้ว ยังต้องคำนึงถึงผลที่ได้เมื่อเทียบกับเป้าหมายของเราอีกด้วย เช่น เป้าหมายในการลดน้ำหนัก กระชับสัดส่วน หรือเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เสริมสร้างกล้ามเนื้อ ดังนั้นการเล่นฟิตเนสจึงแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ตามเป้าหมายดังนี้

1. เป้าหมายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง หัวใจทำงานได้ดี หรือเพิ่มกล้ามเนื้อ

เริ่มจากการวอร์มร่างกาย อาจจะใช้ลู่วิ่ง หรือปั่นจักรยาน ประมาณ 15 - 30 นาที เพื่อกระตุ้นให้หัวใจได้ทำงานดีขึ้น ช่วงเวลานี้ ท่านจะรู้สึกได้ว่า เหงื่อจะเริ่มออก โดยเฉพาะในช่วง 5 นาทีแรก บางคนอาจจะรู้สึกว่าหายใจไม่ทัน ต้องหายใจทางปากแทน อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากว่าหัวใจต้องสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกาย ซึ่งปกติคนทั่วไป มักจะหายใจสั้นๆ ทำให้ได้รับออกซิเจนได้น้อย การที่เราให้อัตราเต้นของหัวใจทำงานเร็วขึ้น ก็เป็นการออกกำลังให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง และสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้นด้วยค่ะ
หลังจากนั้นหากต้องการเล่นพวกเครื่องออกกำลังกาย ก็สามารถทำได้ค่ะ โดยหากเป้าหมายคือเพื่อสุขภาพ ขอให้เล่นด้วยน้ำหนักไม่มากเกินไป (เอาพอดีๆ ) เล่น 3 เซต โดย 1 เซตจะต้องเล่น 15-20 ครั้ง แต่หากต้องการสร้างกล้าม ประมาณอยากได้แบบล้ำๆ บึกๆ ก็ต้องเน้นน้ำหนักที่เล่นที่มากกว่าปกติ แต่ลดจำนวนครั้งต่อเซตให้เหลือ 8-15 ครั้งแทนค่ะ

2. เป้าหมายเพื่อลดน้ำหนัก และกระชับสัดส่วน

เป็นการเน้นการเผาผลาญไขมัน อาจจะใช้ลู่วิ่ง การปั่นจักรยาน รวมไปถึงอุปกรณ์ประเภท Cross Training ต่าง ที่สำคัญคือ ระยะเวลาในการออกกำลังควรจะใช้ประมาณ 30 - 60 นาที เพราะหากน้อยกว่า 30 นาที จะเป็นเพียงแค่การวอร์มร่างกายเท่านั้น ภายใน 30 นาทีแรก พลังงานต่างๆ ที่เราใช้ไป จะเป็นการเอาคาร์โบไฮเดรตในวันนั้นที่เราทานเข้าไปมาใช้ ดังนั้นหากต้องการให้ร่างกายดึงเอาไขมันมาใช้ ต้องออกกำลังกายนานกว่า30 นาทีขึ้นไปค่ะ
เทคนิคในการเพิ่มระยะเวลาในการออกกำลังกายคือ ให้ค่ยยๆ เพิ่ม เช่น วันนี้ปั่นจักรยาน 30 นาที พรุ่งนี้เพิ่มเป็น 31 นาที ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ร่างกายจะสามารถปรับตัวได้ดีกว่า เพราะหากไปโหม หรือเร่งในวันแรกๆ อาจจะทำให้ร่างกายบาดเจ็บได้ หากลดน้ำหนักโดยการเน้นการเผาผลาญอย่างเดียว น้ำหนักที่ลดลงไปได้ก็จริง แต่รูปร่างที่มองด้วยสายตาภายนอก อาจจะไม่กระชับ ดังนั้นหากต้องการลดน้ำหนักและมีรูปร่างที่เพรียวจะต้องให้กล้ามเนื้อในส่วน ต่างๆ ได้ใช้งานมากขึ้นด้วยการเล่น weight ค่ะ การเล่น weight จะทำให้มัดกล้ามเนื้อต่างๆทำงาน และมีความแข็งแรง กระชับได้สัดส่วนมากขึ้น
สำหรับผู้หญิง การเล่น weight เพื่อกระชับสัดส่วน จะต้องเล่น 3 เซต โดย 1 เซตจะต้องเล่น 15-20 ครั้ง น้ำหนักที่ใช้จะต้องเหมาะสมด้วย ไม่มากไปหรือน้อยไป โดยขึ้นอยู่กับว่า เราจะเล่นในส่วนไหน เช่น แขน ขา สะโพก แต่ละส่วนก็จะรับน้ำหนักได้ไม่เท่ากัน ส่วนสำหรับผู้ชาย หากต้องการแค่กระชับ ก็เล่นเหมือนกับผู้หญิง แต่ว่าควรเพิ่มน้ำหนักให้เหมาะสมกับตัวเองด้วยค่ะ
นอกจากการเล่น weight แล้ว หากเพื่อนๆ ต้องการเปลี่ยนแนว เพื่อไม่ให้เบื่อ ก็สามารถออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิค หรือ โยคะ ได้ค่ะ ซึ่งนอกจากจะเป็นกระชับกล้ามเนื้อแล้ว ยังทำให้กล้ามเนื้อมีการยืดหยุ่นมากขึ้นอีกด้วยค่ะ