คนรู้จักที่ห่างหายกันไปนาน พอกลับมาเจอกันอีกทีสงสัยบ้างไหมคะว่า ทำไมชอบทักกันเกี่ยวกับเรื่องรูปร่าง เช่นว่า ผอมลงนะ หรือ อวบขึ้นหรือเปล่า นอกจากการสังเกตจากรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ก็ยังสังเกตุจากใบหน้าได้ด้วยว่าซูบเซียวหรืออวบอูมขึ้นมากเท่าใด ซึ่งใบหน้านับว่าเป็นปราการด่านแรกที่เราจะมองเมื่อพบปะผู้คนเลยทีเดียว
สาวๆ หลายคนพอน้ำหนักมีการขึ้นลง ส่วนที่เปลี่ยนแปลงนำไปก่อนเป็นอันดับแรกก็คือใบหน้านี่เอง ก็เลยพากันระวังเรื่องน้ำหนักขึ้นเอามากๆ เพราะแค่เข็มตาชั่งปัดขึ้นนิดเดียว หน้าก็บวมจนแทบจะมองไม่เห็นคางอยู่แล้ว และแน่นอนหากจะลดสัดส่วนเฉพาะที่ใบหน้าก็คงเป็นไปได้ยาก แต่หากสาวๆ ได้ลองทำตามคำแนะนำที่หยิบมาฝากกันในวันนี้ก็จะช่วยให้คุณสาวๆ ลดน้ำหนักได้พร้อมกับทำให้หน้าบวมๆ เรียวเล็กลงเป็นอันดับแรกด้วย อ๊ะๆ อยากรู้แล้วล่ะสิว่าต้องทำยังไงบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ
1. ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร
หากคุณเป็นคนดื่มน้ำน้อย รีบเปลี่ยนมาจิบน้ำบ่อยๆ ให้ได้อย่างน้อยวันละ 2 ลิตรเถอะค่ะ เพราะร่างกายที่ได้รับน้ำไม่เพียงพอ จะพยายามกักเก็บน้ำเอาไว้ภายในให้มากที่สุด สิ่งที่ตามมาก็คืออาการบวมน้ำที่มือ เท้า และใบหน้านั่นเอง หากดื่มน้ำได้พอดีกับความต้องการของร่างกาย ระบบภายในร่างกายก็จะทำงานได้ปกติ มีการกักเก็บและระบายน้ำออกมาอย่างสมดุล ไม่ต้องกลัวหน้าอูมด้วยอาการบวมน้ำแน่นอนค่ะ
2. ทานผักผลไม้แทนขนมขบเคี้ยว
ลองเปลี่ยนพฤติกรรมทานขนบขบเคี้ยวระหว่างวัน มาเป็นการทานผักหรือผลไม้แทน นอกจากจะได้น้ำและความหวานตามธรรมชาติแล้ว ยังได้เซลลูโลสซึ่งทำให้อยู่ท้องไปจนถึงมื้ออาหาร ซึ่งจะช่วยให้คุณลดการบริโภคแป้งในอาหารมื้อนั้นได้ง่ายขึ้นด้วย และหากว่าคุณกลัวจะอ้วนจากน้ำตาลที่ได้จากผักและผลไม้แล้วล่ะก็ เลิกกังวลไปได้เลยค่ะ ในขนมที่เรามักจะทานกันนั้นมีน้ำตาลเยอะกว่าในผักผลไม้เป็นไหนๆ แถมแคลอรี่ก็สูงกว่าเห็นๆ ที่สำคัญคุณเคยได้ยินว่าใครอ้วนเพราะกินผลไม้หรือเปล่าล่ะ
3. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น เหล้า เบียร์ ไวน์ บรั่นดี ฯลฯ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุสำคัญของการบวมน้ำ แถมยังมีปริมาณแคลอรี่สูงกว่าเครื่องดื่มทั่วๆ ไปอีกด้วย
4. เสริมแคลเซียมให้ร่างกายมากกว่าที่เคย
ในหนึ่งวันร่างกายต้องการแคลเซียมไม่ต่ำกว่า 1,000 มิลลิกรัม เพื่อช่วยให้กระบวนการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คุณจะได้แคลเซียมตามปริมาณที่ร่างกายต้องการจากนม 3 แก้ว หรือโยเกิร์ต 800 กรัม หรือได้จากการทานปลา ซึ่งปลากระป๋องเองก็ให้แคลเซียมได้ดีเช่นกัน รวมทั้งถั่วต่างๆ ก็ด้วย
5. ลดปริมาณพลังงานลงวันละ 500 แคลอรี่
ในการลดน้ำหนักทุกๆ 0.5 กิโลกรัม คุณต้องกำจัดพลังงานให้ได้ 3,500 แคลอรี่เลยทีเดียว เพราะฉะนั้น ลองเริ่มทำให้ได้จากวันละ 500 แคลอรี่ ดูก่อนก็ได้ค่ะ ซึ่งทำได้ง่ายๆ โดยการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานไปสัก 250 แคลอรี่ จากการเดินเร็ว 30 นาที หรือการออกกำลังกายหนัก 20 นาที และกำจัดอีก 250 แคลอรี่จากมื้ออาหารของคุณ โดยปรับเปลี่ยนจากพฤติกรรมทานของหวานหลังอาหารของตัวเอง เช่น อาจเปลี่ยนจากไอศกรีมเป็นโยเกิร์ตแช่แข็ง จากเค้กเป็นผลไม้อบแห้งแทน ลองทำกันดูนะคะ
6. ลดอาหารรสเค็ม
ยิ่งทานอาหารที่มีรสเค็มมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เกิดอาการบวมน้ำได้มากเท่านั้น เนื่องจากร่างกายต้องเก็บกักน้ำเอาไว้เพื่อขับโซเดียมที่ได้จากความเค็มออกมา เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด ของหมักดอง อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไส้กรอกและแฮม รวมถึงมันฝรั่งทอดกรอบต่างๆ ด้วย นอกจากจะช่วยลดสาเหตุของอาการบวมน้ำได้แล้ว ยังทำให้คุณห่างไกลจากโรคความดันโลหิตสูงด้วยค่ะ
7. ออกกำลังกาย
หากคุณลดน้ำหนักด้วยการควบคุมการทานอาหารแต่เพียงอย่างเดียว ถึงน้ำหนักจะลดลงแต่จะทำให้ผิวหนังของคุณดูเหี่ยวเหลว ไม่กระชับสดใส เพราะฉะนั้นจึงควรออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อควบคู่ไปด้วยค่ะ จะได้มีน้ำหนักที่พอดีและร่างกายที่ฟิตเฟิร์มด้วย
8. บริหารกล้ามเนื้อที่หน้า
ออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อฟิตแอนด์เฟิร์มกันไปแล้ว คราวนี้ก็มาบริหารกล้ามเนื้อที่ใบหน้ากันบ้าง เพื่อที่ใบหน้าจะได้กระชับไงคะ ด้วยการ
ฉีกยิ้มกว้างๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อตึงตัว จากนั้นพูดคำว่า เอ,อู ยาวๆ
ทำปากจู๋เหมือนอมบ๊วยค้างไว้แล้วนับ 1-5 ในใจ
อมลมที่แก้มทีละข้างให้ป่อง ทำสลับกันซ้ายขวา
ฉีกยิ้มทีละข้างซ้ายและขวา พยายามยกมุมปากขึ้นให้มากเท่าที่คุณทำได้
รู้วิธีการไดเอ็ต และบริหารใบหน้าไปแล้วก็อย่าลืมนำไปใช้กันนะคะ นอกจากจะช่วยให้คุณสาวๆ มีหุ่นเฟิร์มๆ แล้ว ใบหน้าก็ยังได้รูปอย่างที่ควรจะเป็นด้วย ทีนี้จะออกไปพบใครก็มั่นใจเต็มร้อยแล้วล่ะค่ะ 



ข้อมูลจาก doctorskinhouse.com
หลายคนตั้งใจว่าจะออกกำลังกายอย่างจริงจัง เพื่อฟิตร่างกายให้แข็งแรงตั้งแต่ต้นปี แต่จนแล้วจนรอดก็ยังคิดไม่ออกว่า ควรเริ่มต้นออกกำลังกายอย่างไรดี

งานนี้เบาใจได้ เพราะ ชีวจิต มีวิธีออกกำลังกายให้เหมาะสมกับคนที่มีรูปร่างแบบต่างๆ มาแนะนำ ซึ่งจะช่วยลบข้อด้อยทางกายภาพให้หมดไปค่ะ

หุ่นแบบแอปเปิ้ล คือ คนที่มีโครงสร้างร่างกายใหญ่ ขนาดลำตัวตั้งแต่ช่วงไหล่ลงไปจนถึงเอว มีขนาดใหญ่กว่าช่วงสะโพกลงมา ควรบริหารร่างกายส่วนบนเป็นหลัก เพราะไขมันมักสะสมอยู่บริเวณไหล่ แขน และลำตัวส่วนบน เช่น ซิตอัพ และเต้นแอโรบิคในท่าเน้นบริหารกล้ามเนื้อต้นแขน และหัวไหล่

หุ่นแบบลูกแพร์ คือ คนที่มีช่วงล่างใหญ่ เนื่องจากมีไขมันสะสมมากบริเวณเอว สะโพก และต้นขา ควรเลือกปั่นจักรยาน เดิน วิ่งจ็อกกิ้ง กระโดดเชือก หรือบริหารด้วยท่ากระชับสะโพก และต้นขา เช่น ท่ายืนนั่งย่อเข่า ท่านอนยกขาเตะสลับ

หุ่นแบบทรงกระบอก คือ คนที่มีลำตัวตรง ไม่มีส่วนโค้งเว้า ไขมันสะสมอยู่ทุกส่วนของร่างกาย ควรว่ายน้ำ โหนบาร์ เต้นแอโรบิค หรือกีฬาที่ได้บริหารทุกส่วนของร่างกาย รวมถึงบริหารท่าบิดเอวเพื่อเพิ่มส่วนโค้งเว้าของร่างกาย

หุ่นแบบนาฬิกาทราย เป็นคนที่มีรูปร่างสมส่วน เอวคอด ลำตัวส่วนบนและล่างสมดุลกัน อย่างไรก็ตาม อาจมีไขมันสะสมบริเวณสะโพก ต้นขา และหน้าท้องได้ จึงควรออกกำลังกายในลักษณะเดียวกับคนที่มีหุ่นแบบลูกแพร์ 
อย่าลืมว่าต้องออกกำลังกายให้เต็มที่จนโกร๊ธฮอร์โมนหลั่งด้วย รับรองว่าได้ทั้งรูปร่างกระชับสวย แถมภูมิชีวิตยังแรงดีไม่มีตกค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก Sanook Women 

ลดความอ้วนแบบเร่งด่วน 2

posted on 30 Jan 2012 15:46 by homeguru  in diet
เพื่อท้องอิ่ม ใจเป็นสุขบางคนอาจจะกินโดยที่ไม่คำนึงถึงว่าตัวเองจะอวบ อ้วนขึ้นแค่ไหน แต่สาวๆ ยุคปัจจุบันใส่ใจการดูแลตัวเองทั้งหุ่น ทั้งสุขภาพ ดังนั้นวันนี้เราจะนำเอาเคล็ดลับลดความอ้วนแบบเร่งด่วนมาให้สาวๆ ได้ลองเอาไปใช้ดูค่ะ

ดื่มน้ำเยอะๆ
อย่าขี้ตืดในการดื่มน้ำ แม้ดื่มเข้าไปแล้วจะเพิ่มน้ำหนักตัวขึ้นมาบ้าง แต่มันช่างน้อยนิดและเทียบไม่ได้กับประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการดื่มน้ำ อย่างเต็มที่ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว คุณรู้ไหมว่า หากปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ เกลือจะตกค้างอยู่ในเนื้อเยื่อของคุณ และทำให้คุณกระหายน้ำ การดื่มน้ำเปล่าหรือรับประทานผลไม้ชุ่มน้ำ เช่น แตงโม องุ่น ฯลฯ จะช่วยขจัดโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น และช่วยยับยั้งความหิวได้เป็นอย่างดี

ลดการบริโภคเกลือ
เพราะอาหารโซเดียมสูง เช่น ขนมเพรทเซลส์, มันฝรั่งทอด, โคลด์คัทส์ (เนื้อแช่เย็นหั่นบางๆ) และพิซซ่า ฯลฯ ไม่เพียงทำให้คุณกระหายน้ำ อาหารรสเค็มทั้งหลายยังเต็มไปด้วยแป้งและไขมัน หากคุณอยากจะลดน้ำหนักในฉับพลัน ควรรับประทานกล้วยเป็นประจำ เพราะโปแตสเซียมในกล้วยจะช่วยขับโซเดียมออกจากร่างกาย

หลีกเลี่ยงอาหารขัดขาว
คุณควรรู้ว่าในขนมเค้ก, คุกกี้ และแฟรปปุชชิโนตามร้านกาแฟหรูราคาแพง ล้วนเต็มไปด้วยน้ำตาลทรายขาว ไม่เพียงเท่านั้นของหวานดังกล่าวยังอุดมไปด้วยแป้งขัดขาว ธัญพืช และน้ำสลัด น้ำตาลทรายขาวจะแตกตัวเป็นกลูโคสอย่างรวดเร็ว คุณจึงรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเพราะได้รับพลังงานในทันที และมันจะทำให้คุณอยากบริโภคน้ำตาลมากขึ้น มากขึ้น แทนที่จะหลงเข้าไปติดกับดักความหวานของน้ำตาลและแป้งขัดขาว คุณควรหันมารับประทานขนมปังและเส้นพาสต้าที่ทำจากแป้งโฮลวีต และจำไว้ด้วยว่าผู้ร้ายที่คอยทำลายสุขภาพของคุณไม่ได้มีอยู่เฉพาะในของหวาน ในเครื่องดื่มก็มีเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น เครื่องดื่มกระทิงแดง 1 กระป๋อง มีน้ำตาล 25 กรัม ขณะที่ชาเย็นกระป๋องยี่ห้อหนึ่งมีน้ำตาลสูงถึง 46 กรัม!

กินทั้งเปลือก
ไฟเบอร์ช่วยให้ระบบขับถ่ายของ คนเราดำเนินไปอย่างราบรื่น แหล่งไฟเบอร์ที่อุดมสมบูรณ์คือผักและผลไม้ รวมทั้งถั่วต่างๆ นอกจากมีไฟเบอร์อยู่ตรงเปลือก เม็ดถั่วยังเต็มไปด้วยโปรตีน ซึ่งจะช่วยให้คุณอิ่มนานขึ้น คุณจึงไม่ต้องวิ่งหาของกินอีก หลังจากผ่านมื้อเที่ยงไปเพียง 1-2 ชั่วโมง

กินช้าๆ
เวลาที่กลืนอาหารลงท้อง คุณกำลังกลืนอากาศลงไปด้วย หากไม่อยากจะท้องป่องเหมือนลูกโป่ง คุณควรกินช้าๆและคำเล็กๆ ลองพยายามวางช้อนลงตอนที่เคี้ยวอาหาร มันจะช่วยให้คุณกินอาหารช้ากว่าปกติ นอกจากท้องไม่ป่อง การกินช้าๆ ยังช่วยให้รับรสอาหารอย่างเต็มที่ รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และได้รับแคลอรี่ลดต่ำลง
.....อย่างนี้อย่าทำ
อย่าเคี้ยวอาหารนานเกินไป เพราะมันไม่ช่วยให้หน้าท้องคุณแฟบลง ปล่อยให้การเคี้ยวเอื้องเป็นหน้าที่ของวัวควายต่อไปเหอะ ทางที่ดีคุณควรออกไปวิ่งหรือปั่นจักรยานเพื่อเผาผลาญพลังงาน
อย่ากินอาหารตามกระแสนิยม เช่น อาหารไขมันสูง (High-fat) หรือคาร์โบไฮเดรตต่ำ (Low-carb) เพราะมันจะกระตุ้นให้คุณสวาปามเนื้อและชีสเข้าไปมากผิดปกติ ทำให้มีแก๊สในท้อง แค่คุณกินอาหารน้อยๆ และกินอย่างฉลาดก็พอแล้ว
อย่าดื่มเบียร์เหมือนดื่มน้ำ ไม่ว่าเพื่อลืมทุกข์หรือยิ้มรับความสุข เพราะการดื่มเบียร์จะก่อให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในท้อง แม้เบียร์แก้วสองแก้วอาจไม่ทำให้เกิดฟองอากาศในกระเพาะ แต่เบียร์แก้วหนึ่งก็ให้พลังงานสูงถึง 90 แคลอรี ถ้าอยากดื่ม คุณควรตัดปัญหาเรื่องพลังงานส่วนเกิน ด้วยการดื่มค็อกเทลผสมไดเอทโทนิกหรือน้ำแร่จะดีกว่า 
เครื่องดื่มเพื่อลดพุงใน 2 เดือน

ส่วนผสม

1. ผักกาดหอม 2 ใบ (เพื่อกล้ามเนื้อ กระดูก และเอ็นที่แข็งแรงค่ะ)

2. คื่นไช่ 2 ก้าน (เพื่อการหมุนเวียนโลหิต หลอดเลือดแข็งแรง)

3. มะเขือเทศ 1 ลูก (เม็ดเลือดจะได้แข็งแรง)

4. หอมใหญ่ 1/4 หัว (เพื่อหัวใจSmileyแข็งแรงค่ะ)

5. มะนาว 1 ลูก (ช่วยฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน)

6. แอบเปิ้ล 1 ลูก (ให้พลังงานสำรองในม้ามได้สูงมาก)

7. น้ำเปล่า 2-4 แก้ว



Smiley วิธีทำ

นำส่วนผสมทั้งหมดมาปั่นรวมกัน จะช่วยฟื้นฟู ตับ ตับอ่อน ลำไส้เล็กและใหญ่

ปล.การควบคุมอาหารจะเกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อพักผ่อนระหว่าง 21.00-3.00 น.นะคะ 
โดย : พริบพราย
อยากเอวบาง ต้นขาเล็ก บั้นท้ายงอนงาม ก็ต้องทำการบริหาร และเลือกกินกันหน่อย แต่เค้าจะรู้ตัวหรือเปล่าว่าคุณอ้วนเกินไปแล้ว ควรจะหาวิธีดูแลตัวเอง ควบคุมอาหาร และหาเวลาออกกำลังกาย...
จะแอบหลังเสาก็คงไม่มิดหรอกนะคะ ถ้ายอมแสดงตนออก มาดีๆละก็ เราจะชวนคุณมาเวิร์กเอาท์ นำเอาส่วนเกินออกจาก รอบเอว(รวมพุง) ต้นขาและบั้นท้ายค่ะ

คุณย่อมเชื่อว่าการออกกำลังกายเป็นหนทาง กู้รูปร่างของคุณให้เข้าที่เข้าทาง จริงค่ะ แต่มีความจริงไปกว่านั้นก็คือ เรื่องอาหารค่ะ

ถ้ายังไม่ปรับอาหาร ยังชอบกินของทอดๆ ชุ่มน้ำมัน ขนมปังทาเนยกรอบหอมกรุ่น เค้กครีมหนาสามชั้นเช่นเดิม ไขมันที่เราออกแรงสลายมันไปจนหมดเรี่ยวหมดแรง

เขาไปจริงค่ะ แต่ก็ได้เพิ่มมาใหม่จากอาหารที่คุณเติมเข้าปากไปใหม่นี่เอง ส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่ขยายเป็นไปตามเวลาค่ะ

การตั้งความหวังไว้ว่าจะให้กลับมาเพรียวเท่าเดิม คุณทำได้ค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการเช่นนั้นจริงจังมากแค่ไหน ถ้าคุณต้องการให้ดูดี และมีสุขภาพ มากกว่าจะเป็นนางแบบ คุณจะไม่เหน็ดเหนื่อยกับการทุ่มเทเพื่อออกกำลังกายจนยอมแพ้ เพราะการดูดีมากๆคุณก็ต้องลงแรงและเวลามากเช่นกัน ทำไปสักพักจะท้อสิคะ เพราะมันจะยากเกินไปคุณเลยเลิกกลางคัน คนที่ทำไม่สำเร็จเพราะตั้งเป้าสูง และรีบทำอย่างหักโหม เดินสายกลางดีกว่าค่ะ

ออกกำลังกายลดสัดส่วน

การเริ่มออกกำลังกายในระยะแรก ควรเริ่มจากน้อยๆ ก่อน พอทำไปอยู่ตัวสักพัก ค่อยๆ เพิ่มปริมาณไปค่ะ เพื่อให้กล้ามเนื้อค่อยๆ คุ้นกับการออกแรงทีละนิดจนชิน ถ้าออกกำลังกายเป็นประจำเช่นสัปดาห์ละ 4 ครั้ง ควรแบ่งเป็น 2 วัน หยุด 1 วัน เพื่อเป็นการพักให้กล้ามเนื้อของเราได้ฟื้นคืนสภาพ ไม่อ่อนล้าโรยแรงจนเกินไป

ลดหน้าท้อง

- ท่าที่ 1 นอนราบบนพื้น เข่างอและเท้าวางราบกับพื้น มือประสานตรงท้ายทอย ยกตัวขึ้นมาจนหลังแตะพื้นเล็กน้อย วางศอกกลับไปตามเดิม ใช้สองมือโยกศีรษะสองสามครั้ง คลายความตึงของคอ อย่าดึงตัวขึ้นมาด้วยแขนทั้งสองข้างค่ะ เพราะจะโหมใช้แรงที่หลังมากไป

- ท่าที่ 2 ปล่อยลำตัวลงราบกับพื้นตามเดิม หายใจออกเวลาขึ้น หายใจเข้าเวลาลง ทำซ้ำ 15-25 ครั้ง ท่าที่ 2 นอนบนพื้น เข่างอ 90 องศา ประสานมือทั้งสองหลังศีรษะ ศอกอยู่บนพื้น บิดเอว ดึงศอกขวาไปจรดเข่าซ้าย พลางยืดขาขวา โดยที่ศอกซ้ายยังอยู่บนพื้นทำ 15-25 ครั้ง เปลี่ยนทำอีกข้างแบบเดียวกัน

ลดเอว

- ท่าที่ 1 ยืนตรงแยกขาเล็กน้อย มือขวาวางบนสะโพก แขนซ้ายอยู่ข้างลำตัว เอียงตัวไปข้างซ้าย ให้แขนซ้ายลงไปใกล้พื้นที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่โน้มตัวไปทางหน้าหรือหลังมากไป ทำซ้ำ 10 ครั้ง แล้วเปลี่ยนข้าง ทำซ้ำอีก 10 ครั้ง

- ท่าที่ 2 วางมือขวาตรงสะโพก ยืดแขนซ้ายออกไปข้างๆ บิดตัวไปทางซ้าย เหวี่ยงแขนซ้ายไปข้างหลัง กลับมาในท่าเดิม ทำซ้ำ 10 ครั้ง เปลี่ยนข้าง ทำซ้ำอีก 10 ครั้ง ฝากการลดสัดส่วนหน้าท้องและลดเอวเล่นไปพลางๆก่อนค่ะ 

สูตรลดน้ำหนัก จาก แดนมังกร 

ชาวจีนก็มีสูตรในการลดน้ำหนักเช่นกัน จากข้อเท็จจริงทางโภชนาการที่มีมายาวนาน ซึ่งคุณสามารถนำไปปรับใช้กับไลฟ์สไตล์การกินของคุณได้ เพราะบ้านเรากับจีนแผ่นดินใหญ่ก็ถือว่ามีวัฒนธรรมการกินที่ไม่ต่างกันมากนัก 

1. ไม่จำเป็นต้องพะวงกับปริมาณแคลอรี ชาวจีนเน้นการกินให้ได้รับคุณค่าจากสารอาหารมากที่สุด เพราะมองว่าอาหารคือยาบำรุงร่างกาย ในการไอเอ็ตชาวจีน จึงแทบไม่รู้จักคำว่าจำกัดแคลอรี แต่ใช้การลดปริมาณน้ำตาลจากอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ซึ่งมักเป็นส่วนเกินของร่างกายมากกว่า 

2. แม้ชาวจีนจะได้ชื่อว่าบริโภคเนื้อสัตว์มาก แต่พืชผักนั้นก็เป็นหนึ่งในอาหารหลักที่พวกเขาไม่มองข้าม ซึ่งในอาหารจานหนึ่งควรจะมีผักเป็นส่วนประกอบอย่างน้อยครึ่งจาน 

3. หากไม่มีข้าว ก็เป็นไปได้ยากที่กินแล้วจะรู้สึกอิ่ม นักโภชนาการจึงไม่เห็นด้วยกับการงดข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักที่อุดมด้วยไฟเบอร์ เพราะสิ่งที่คุณกินแทนข้าวนั้น ไม่ใช่ว่าจะให้คุณค่าทางอาหารได้มากกว่าหรือให้แคลอรีที่น้อยกว่าแต่อย่างใด จึงไม่จำเป็นต้องงดข้าว แต่ให้ลดปริมาณลงจะดีกว่า 

4. กินอาหารจนรู้สึกอิ่มและหยุดกินทันที ไม่จำเป็นต้องกินอาหารในช่วงไดเอ็ต ด้วยความรู้สึกผิดจนได้รับสารอาหารไม่เพียงพอกับร่างกาย ชาวจีนจะกินอาหารครบทั้ง 3 มื้อโดยที่เลือกอาหารสุขภาพ ซึ่งฟังดูเข้าท่ากว่าการงดอาหารกลางวัน แต่ไปกินเค้กในตอนบ่ายเยอะเลย 

5. เน้นอาหารเหลวจำพวกซุปต่าง ๆ เพื่อลดการบริโภคน้ำมัน

6. เลี่ยงอาหารดิบ ถึงแม้อาหารดิบอย่างสลัดจะให้คุณค่าวิตามินมากกว่า แต่อาหารที่ปรุงสุกแต่พอดีนั้นจะทำให้ร่างกายดูดขับสารอาหารเข้าไปได้มาก ยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ของดิบยังย่อยยาก ทำให้ท้องอืด และมีส่วนทำให้น้ำหนักขึ้น 

7. ชาเขียว สูตรยอดฮิตที่ช่วยในระบบการย่อยอาหาร ระงับความหิวและยังช่วยกำจัดสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย ชาวจีนมักดื่มชาเขียวจากกาที่เติมน้ำใหม่แล้วดื่มได้อีกโดยไม่ต้องเปลี่ยน ถุงชา วิธีนี้จะทำให้พวกเขาไม่ได้รับสารกาเฟอีนจากชามากเกินไป 

8. สร้างสมดุลในการปรุงอาหาร ตามหลักการเก่าแก่ของหยินและหยางว่าด้วยความสมดุลของทุกสรรพสิ่ง ซึ่งหยินนั้นหมายถึงส่วนผสมในอาหารที่นุ่มและเปียก ส่วนหยางคือส่วนผสมที่แห้งและกรอบ อาหารหยิน ช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย ส่วนอาหารหยาง เช่น เนื้อ เครื่องเทศ เผ็ด ไวน์จีน ปรุงอาหาร และกาแฟนั้นช่วยเพิ่มอุณหภูมิให้ร่างกาย เป็นการสร้างสมดุลกันของส่วนประกอบในอาหารระหว่างธาตุร้อนและเย็นไปในตัว 

9. ฝึกเล่น "ไทชิ" เป็นอีกทางเลือกของการออกกำลังที่ไม่เหนื่อยและผ่อนคลาย โดยที่กล้ามเนื้อไม่ต้องใช้พลังหักโหมเหมือนกีฬาอื่น ๆ ท่าแอโรบิกที่ใช้ในการเล่นไทชิเป็นเสมือนธาตุหยางที่ช่วยวอร์มเครื่องให้ ร่างกาย ในขณะที่การฝึกลมหายใจไปพร้อม ๆ การเคลื่อนไหวนั้นถือเป็นธาตุหยิน

ซึ่งช่วยรักษาสมดุลในร่างกาย ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสงบ มีการค้นพบว่าการออกกำลังกายหลังมื้ออาหารนั้นช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่าง กาย และมีส่วนช่วยในการควบคุมความอยากอาหาร ดังนั้นการออกกำลังแบบเบา ๆ และผ่อนคลายอย่าง ไทชิ จึงถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมเลยล่ะ 

Tip ในการไดเอ็ต ชาวจีนเน้นบริโภคสารอาหารให้ครบถ้วน แต่คาร์โบไฮเดรตมีส่วนในการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดและส่งผลให้น้ำหนักขึ้น จึงควรลดปริมาณลงแล้วเน้นโปรตีน ซึ่งแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนก็คือเนื้อปลาและเต้าหู้ โปรตีนนั้นสำคัญมากเลยล่ะ

หากคุณต้องการลดน้ำหนัก ตอนเช้าคุณอาจกินไข่ แล้วกลางวันกินแซนด์วิชไก่ ตบท้ายมื้อเย็นด้วยอาหารจากปลา ไม่ว่าคุณจะเลือกกินอะไรให้เน้นโปรตีนเป็นหลักเข้าไว้โดยลดแป้งลง สำหรับการออกกำลังกายอย่างง่าย ๆ เลยคือเดินออกกำลังวันละ 20 นาทีในตอนเช้า ซึ่งเป็นช่วงที่เมตาบอลิซึมของคุณตื่นตัวที่สุด ลองตื่นเช้าและออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะกันได้แล้ว หรือไม่ก็เดินในละแวกบ้านของคุณนั่นแหละหากมีพื้นที่

ขอขอบคุณข้อมูลจาก lisaguru.com

สูตรลดน้ำหนักด่วนแบบจีน 

เรามีสูตรลดน้ำหนักแบบดาราฮอลีวูดกันมาแล้ว วันนี้เราก็ขอเสนอ สูตรลดน้ำหนักแบบด่วนของจีน กันบ้างนะคะ

ลองดูนะคะ อาจจะไม่โหดเท่าของฮอลีวูดก็ได้ค่ะ 

* กินข้าวต้ม 1 ถ้วยทั้งมื้อเช้าและกลางวันตลอด 7 วัน 

* กินแกงจืดฟักใส่กุ้งแห้ง 1 ถ้วย สลับกับกินต้มจับฉ่ายในมื้อเย็นตลอด 7 วัน สูตรนี้น่าจะทำได้ง่ายนะคะ 

เพราะได้ทานข้าวกันตั้ง 2 มื้อ แต่ก็ต้องระวังหน่อยนะคะ อย่าทานข้าวเยอะเกินไปค่ะ 

- หมายเหตุ มื้อเช้าทานข้าวต้ม ในสูตรไม่ได้บอกว่าทานกับอะไร เข้าใจว่าน่าจะทานข้าวต้มเปล่าๆ 

แต่ก็น่าจะหากับข้าวเบาๆ มาทานด้วยได้นะคะ เช่น ปลากรอบ ไข่ต้ม ยำกุ้งแห้ง ยำผักดอง เป็นต้นค่ะ 

เลือกกับที่ไม่มีไขมันนะคะ




ข้อมูลจาก guru.sanook.com 
สูตรผอมเพรียวใน 7 วัน ของ น้องพาย - ภัทรียา ณ นคร สาวสวยทายาทกิจการกุชชี่เมืองไทย สวยมากอีกเช่นกัน 

หุ่นแบบนาฬิกาทรายเด้งดึ๋ง เจอทีไรเธอก็ยังเปล่งปลั่งเต่งตู้มน่าชม ดังนั้นสูตรของเธอเชื่อได้ว่าทำตามแล้วไม่โทรม 

สูตรนี้ การันตีว่าจะลดได้อย่างน้อย 5-8 กิโลกรัม โดยสิ่งแรกที่ต้องทำคือ 

การทำซุปเตรียมไว้สำหรับ 1 อาทิตย์ ทำ เก็บไว้ในตู้เย็น จะกินเมื่อไหร่ค่อยนำออกมาอุ่น เพราะ 7 วันนับจากนี้ เราจะต้องกินซุปเป็นอาหารหลักทุกมื้อ (แต่เธอไม่ได้ให้สูตรทำซุปมาด้วยนี่สิ... วันหลังจะค้นมาฝากนะคะ) 

วันที่ 1 กินผลไม้ได้ทุกชนิดเท่าที่ต้องการ ยกเว้นกล้วย, ทุเรียน และผลไม้รสหวานจัด แล้วทานซุปทั้ง 3 มื้อ และดื่มน้ำมากๆ... 

วัน ที่ 2 กินผักได้ทุกชนิดทั้งสุกและดิบ ยกเว้นพวกถั่วกับข้าวโพด มื้อหลักๆทานซุปกับมันฝรั่งต้มหรืออบใส่เนย และดื่มน้ำมากๆ วันนี้ ห้ามแตะผลไม้ 

วันที่ 3 ผสมสูตร 1 กับสูตร 2 คือทั้งผักผลไม้ ซุป และดื่มน้ำมากๆ ถึงวันนี้น้ำหนักจะลดลง 3-5 กิโลกรัม 

วันที่ 4 กินกล้วยไม่เกิน 8 ลูก และนมพร่องมันเนยเท่าที่ต้องการ ดื่มซุปและดื่มน้ำมากๆ 

วันที่ 5 ให้รับประทานเนื้อวัว, เนื้อหมู หรือเนื้อไก่ 250-500 กรัม เพราะร่างกายต้องการโปรตีน กินมะเขือเทศดิบ 6 ลูก ซุปอย่างน้อย 1 มื้อ และดื่มน้ำมากๆ 

วันที่ 6 สามารถกินปลา และผักได้ทุกชนิด เว้นมันฝรั่ง รับประทานซุปและดื่มน้ำมากๆ 

วันที่ 7 กินผักได้ทุกชนิดกับข้าวซ้อมมือ ซุปและน้ำผลไม้คั้นสดไม่ใส่น้ำตาล 1 แก้ว อย่าลืมดื่มน้ำมากๆ

ลดหน้าท้อง

posted on 26 Jan 2012 12:45 by homeguru  in diet
นอนหงายราบกับพื้น ศีรษะวางบนฝ่ามือ ชันเข่าทั้ง 2 ขึ้น กางเข่าเล็กน้อย 

เริ่มเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง แล้วค่อยๆ ยกศีรษะและช่วงตัวด้านบนขึ้นจากพื้นให้ได้มากที่สุด

มือทั้ง 2 ยังคงพยุงศีรษะไว้ คลายกล้ามเนื้อท้อง ลดตัวลงแนบพื้น

แล้วยกตัวขึ้นอีก ทำเช่นนี้สัก 20 ครั้ง (ถ้าไม่ถนัดให้วางแขนแนบลำตัวแทนรองศีรษะ) 
วิธีลดหน้าท้อง แคลอรี่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะทำให้หน้าท้องเพิ่มหรือลดแต่อาหารบางอย่างดู จะมีผลต่อไขมันกลางลำตัวของเรามากกว่า

เมื่อไม่นานมานี้ผู้เชี่ยวชาญจากการศึกษาแบบต่อเนื่องของ Framingham Nutrition รายงานว่า ผู้หญิงที่กินน้อยลงไปเกือบ 400 แคลอรี่ต่อวัน แต่เลือกอาหารที่มีสารอาหารน้อยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นสองเท่าครึ่งในการมีหน้าท้องใหญ่ขึ้น

เมื่อเทียบกับคนที่กินมากกว่าแต่กินอาหารที่ดีกว่า คุณจึงไม่จำเป็นต้องอดอาหารเพียงแต่ต้องรู้จักเลือกอาหารให้มากขึ้น เพื่อปราบหน้าท้องให้อยู่ในที่ในทาง นั่นก็คือ 4 อาหาร ต่อไปนี้ 

1. ผักและผลไม้ ผู้หญิงลดขนาดเอวได้ด้วยการแทนที่อาหารที่เป็นแป้งขัดขาวและน้ำตาลด้วย คาร์โบไฮเดรตจากผักและผลไม้โดยเฉพาะที่มีสีส้ม นี่เป็นการรีวิวจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน นอกเหนือจากเส้นใยอาหารที่ทำให้คุณรู้สึกอิ่มยาวนานกว่า นักวิจัยยังคาดว่า แอนตี้ออกซิแดนท์ อย่างเช่น วิตามินซีและเบต้าแคโรทีนคือสิ่งที่ช่วยกำจัดไขมันหน้าท้องออกไปได้ 

2. โปรตีน การกินโปรตีนมากขึ้นทำให้คุณอิ่มและเพิ่มพลังงานซึ่งนำไปสู่การลด น้ำหนักโดยรวม และสำหรับคนที่อายุมากกว่า 40 จะช่วยลดไขมันหน้าท้องได้เป็นพิเศษ นี่เป็นผลการค้นพบของวิทยาลัยสกิดมอร์และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน แต่งานวิจัยชี้ว่าการกินโปรตีนในปริมาณสูง ๆ 

อาจทำให้ไตทำงานหนัก เพราะอาจทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมได้ ควรตั้งเป้ารับแคลอรี 25% จากโปรตีน (ถ้าคุณกินวันละ 2,000 แคลอรี่ นั่นก็คือ 500 แคลอรี่ จากโปรตีน) และเลือกโปรตีนแบบไร้ไขมัน อย่างเช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำ นมไร้ไขมัน ปลาและสัตว์ปีกไร้หนัง ถั่วเป็นแหล่งที่ดีอีกอย่างหนึ่งแต่อาจมีแคลอรี่ค่อนข้างสูง 

3. เซเลเนียม นี่เป็นแร่ธาตุที่ช่วยต่อสู้มะเร็งและเชื่อมโยงกับไขมันหน้าท้อง จากการสำรวจคนอเมริกันมากกว่า 8,000 คน คนที่มีระดับเซเลเนียมและแอนตี้ออกซิแดนท์อื่น ๆ ในเลือดน้อยกว่าจะมีรอบเอวที่ใหญ่กว่า

เซเลเนียมพบในอาหารหลายชนิดแต่มันอาจยากที่จะรู้ว่าคุณได้รับปริมาณครบตาม ที่แนะนำหรือเปล่า (55 ไมโครกรัม) เพื่อให้ได้ปริมาณตามต้องการลองกินวิตามินเสริมหรือกินอาหารให้หลากหลาย 

4. ไขมันที่ดี การวิจัยชิ้นหนึ่งของสเปนชี้ให้เห็นว่า มันง่ายกว่าที่จะรักษาความผอมเพรียวด้วยการกินไขมันแบบไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (เช่น น้ำมันมะกอก) และโอเมก้า-3 (ส่วนใหญ่พบในปลา แต่ก็มีในเมล็ดต้นแฟลกซ์ น้ำมันวอลนัตและเต้าหู้) 

ในขณะที่ไขมันเมก้า-6 (มีมากในซีเรียลน้ำมันข้าวโพดและไข่) เป็นเหตุให้ไขมันหน้าท้องเพิ่มพูน แต่ไขมันที่ควรกำจัดโดยสิ้นเชิงก็คือ ไขมันทรานส์ที่ไม่มีคุณค่าทางอาหาร 

ในการศึกษาของมหาวิทยาลัยเวกฟอเรสต์ลิงที่กินอาหารแบบที่คนอเมริกาทั่วไปกิน เป็นเวลา 6 ปี มีน้ำหนักมากขึ้นเทียบเท่ากับน้ำหนักมนุษย์ 10 ปอนด์ ถ้าไขมันที่พวกมันกินคือ ไขมันทรานส์อย่างเดียวเทียบกับพวกที่กินไขมันที่เพิ่มขึ้น 30% นั้นจะเพิ่มขึ้นในส่วนของหน้าท้องด้วย 



ขอขอบคุณข้อมูลจาก Lisa